กติกาเทนนิส

 

จัดทำโดย

กลุ่มพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรม

สำนักการกีฬา กรมพลศึกษา


คำนำ

กีฬาเทนนิสเป็นที่เล่นกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และจัดได้ว่าเป็นกีฬาที่เหมาะสมกับบุคคลทั่วไป ทุกเพศทุกวัย ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันในระดับต่าง ๆ เช่น นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนตลอดจนเทนนิสผู้สูงอายุ จึงนับได้ว่าเป็นกีฬาที่กำลังนิยมกันอย่างกว้างขวางจนปัจจุบันกีฬาเทนนิสได้เป็นกีฬาอาชีพไปแล้ว

กรมพลศึกษาในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการส่งเสริมกีฬาของประเทศพิจารณาเห็นว่ากติกากีฬาทุกชนิดเป้นสิ่งที่สำคัญที่ควรเผยแพร่จึงได้จัดงบประมาณพิมพ์กติกากีฬาเพื่อเผยแพร่เป็นประจำทุกปี กติกาเทนนิสฉบับนี้เป็นการแปลและเรียบเรียงเพิ่มเติมจากกติกาเทนนิสของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ITF) ปี ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดโดยนายไพรัช กันสุทธิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมการบริหารของลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และนายสุพนธ์ มณีธีรกุล เจ้าหน้าที่พลศึกษา 7 ข้าราชการกรมพลศึกษา เป็นผู้แปลและเรียบเรียงเพิ่มเติมให้กลุ่มพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมสำนักการกีฬา กรมพลศึกษา เพื่อเผยแพร่ จึงขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้และขอขอบคุณลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ที่อนุเคราะห์กติกาของ ITF ฉบับปี ค.ศ. 1997 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากติกาเทนนิสฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ศึกษาค้นคว้าต่อไป

                                                                                            
                                                                                                                 (นายไพฑูรย์ จัยสิน)
                                                                                                                  อธิบดีกรมพลศึกษา


กติกาเทนนิส
ของ
สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ พ.ศ. 2540
(ITF RULES OF TENNIS 1997)

การแข่งขันประเภทเดี่ยว (The Singles Game)

ข้อ 1 สนามเทนนิส (The Court)

สนามต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 78 ฟุต (23.77 เมตร) กว้าง 27 ฟุต (8.23 เมตร)

สนามจะต้องแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยตาข่าย (Net) ซึ่งห้อยลงมาจากเชือกขึงตาข่าย (cord or Metal Cable) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1/3 นิ้ว (0.8 เซนติเมตร)  ปลายเชือกขึงตาข่ายต้องขึงติดกับหัวเสาหรือพากผ่านหัวเสาสองต้นเสา (Post) ต้องเป็นเสาสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างยาวไม่เกิน 6 นิ้ว (15 เซนติเมตร) หรือเป็นเสากลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 นิ้ว (15 เซนติเมตร) เสาทั้งสองนี้จะต้องไม่สูงกว่าส่วนบนของเชือกขึงตาข่ายเกิน 1 นิ้ว จุดกึ่งกลางของเสาทั้งสองต้นต้องอยู่ห่างจากสนามข้างละ 3 ฟุต (0.914 เมตร)  ความสูงของเสาต้องทำให้ส่วนบนของเชือกขึงตาข่ายอยู่สูงจากพื้นสนาม 3 ฟุต 6 นิ้ว (1.07 เมตร)

ในการแข่งขันประเภทเดี่ยวซึ่งใช้สนามและตาข่ายของประเภทคู่ (ดูกติกาข้อ 34) จะต้องปรับตาข่ายให้สูง 3 ฟุต 6 นิ้ว (1.07 เมตร) โดยเพิ่มเสาขึ้นสองต้น เสาที่เพิ่มนี้เรียกว่า "ไม้ค้ำตาข่าย" (Singles Sticks)  เสานี้ต้องเป็นเสาสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างยาวไม่เกิน 3 นิ้ว (7.5 เซนติเมตร) หรือเป็นเสากลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 นิ้ว (7.5เซนติเมตร) จุดกึ่งกลางของไม้ค้ำตาข่ายต้องอยู่ห่างจากสนามประเภทเดี่ยวข้างละ 3 ฟุต (0.914 เมตร)

ตาข่ายต้องขึงเต็มปิดช่องระหว่างเสาทั้งสองต้นให้หมด  ตาข่ายต้องมีตาขนาดเล็กพอที่จะไม่ให้ลูกเทนนิสลอดได้ ตรงจุดกึ่งกลางของตาข่ายต้องสูงจากพื้น 3 ฟุต (0.914 เมตร) และต้องมีแถบขึงตาข่าย (Strap) สีขาวกว้างไม่เกิน 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) ยึดไว้กับพื้น แต่ละด้านของตาข่ายต้องมีแถบหุ้มตาข่าย (Band) สีขาวหุ้มเชือกขึงตาข่ายและขอบบนของตาข่าย แถบนี้ต้องกว้างไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) และต้องไม่มากกว่า 2.5 นิ้ว (6.3 เซนติเมตร)

ต้องไม่มีการโฆษณาใด ๆ บนตาข่าย แถบขึงตาข่าย แถบหุ้มตาข่ายหรือไม้ค้ำตาข่าย

เส้นที่อยู่ปลายสุดของสนามทั้งสองข้างเรียกว่า "เส้นหลัง" (Base-Lines) เส้นที่อยู่ด้านข้างของสนามทั้งสองด้านเรียกว่า "เส้นข้าง"  (Side-Lines) เส้นที่ลากขนานกับตาข่ายทั้งสองด้านและห่างจากตาข่ายด้านละ 21 ฟุต (6.40 เมตร) เรียกว่า "เส้นเสิร์ฟ"  (Service Lines)  เส้นตรงที่ลากจากจุดกึ่งกลางของเส้นเสิร์ฟด้านหนึ่งขนานกับเส้นข้างไปยังจุดกึ่งกลางของเส้นเสิร์ฟอีกด้านหนึ่ง เรียกว่า "เส้นเสิร์ฟกลาง" (Centre-Service-Line) เส้นนี้ต้องกว้าง 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) และจะแบ่งพื้นที่แต่ละข้างของตาข่ายระหว่างเส้นเสิร์ฟกับเส้นข้างออกเป็นสองส่วนเท่ากัน แต่ละส่วนเรียกว่า "คอร์ทเสิร์ฟ" (Service-Courts) เส้นหลังทั้งสองด้านจะถูกแบ่งครึ่งโดยจุดกึ่งกลาง (Centre-Mark) ซึ่งเป็นขีดให้สัมผัสและตั้งฉากกับเส้นหลังเข้าไปในสนาม และอยู่แนวเดียวกับเส้นเสิร์ฟกลางจุดกึ่งกลางนี้ต้องยาว 4 นิ้ว (10 เซนติเมตร) กว้าง 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) เส้นอื่น ๆ นอกจากนี้ต้องกว้างไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว (2.5 เซนติเมตร) และไม่มากกว่า 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) เว้นแต่เส้นหลังอาจกว้างได้ไม่มากกว่า 4 นิ้ว (10 เซนติเมตร) ความกว้างและขนาดของส่วนต่าง ๆ ของสนาม ต้องวัดจากขอบด้านนอกของแต่ละเส้น เส้นทุกเส้นต้องเป็นสีเดียว

ประกาศโฆษณาหรือวัตถุใด ๆ ที่อยู่ด้านหลังของสนามต้องไม่มีสีขาว สีเหลือง สีอ่อนอาจใช้ได้ถ้าไม่รบกวนสายตาของผู้เล่น

ประกาศโฆษณาที่ติดอยู่กับเก้าอี้ของผู้กำกับเส้นซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังของสนาม ต้องไม่มีสีขาว สีอ่อนอาจใช้ได้ถ้าไม่รบกวนสายตาของผู้เล่น

หมายเหตุ  ในการแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศ (Davis cup) หรือการแข่งขันชิงชนะเลิศซึ่งจัดขึ้นเป็นทางการโดยสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่หลังเส้นแต่ละข้างไม่น้อยกว่า 21 ฟุต (6.4 เมตร) และมีพื้นที่ข้างสนามแต่ละข้างไม่น้อยกว่า (6.4 เมตร) และด้านข้างของสนามในระยะไม่เกิน 12 ฟุต (3.66 เมตร) แต่จะล้ำเข้ามาได้ไม่เกิน 3 ฟุต (0.914)

ข้อ 2 สิ่งติดตั้งถาวร (Permanent Fixtures)

สิ่งติดตั้งถาวรของสนามเทนนิสมิได้หมายถึงตาข่าย เสา ไม้ค้ำตาข่าย เชือกขึงตาข่าย แถบขึงตาข่าย แถบหุ้มตาข่ายเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่ใช้กั้นด้านหลังและด้านข้างสนาม อัฒจันทร์ เก้าอี้ที่ติดตั้งอยู่กับที่หรือเคลื่อนที่ได้ ซึ่งตั้งไว้รอบสนาม รวมทั้งผู้ที่นั่งอยู่บนสิ่งเหล่านั้น เครื่องติดตั้งอื่น ๆ ซึ่งอยู่รอบและเหนือสนาม ผู้ตัดสิน (Umpire) กรรมการเน็ท (Net-Cord Judge) กรรมการฟุทฟอลท์ (Footfault Judge) ผู้กำกับเส้น (Linesmen) และเด็กเก็บลูก (Ball Boys) ซึ่งประจำตามหน้าที่อีกด้วย

หมายเหตุ  ตามความมุ่งหมายของกติกาข้อนี้ คำว่า "ผู้ตัดสิน" หมายถึง ผู้ตัดสินและผู้ช่วยเหลือผู้ตัดสินทั้งหมด

ข้อ 3 ลูกเทนนิส (The Ball)

ผิวนอกของลูกจะต้องกลมเรียบเสมอกันทั้งลูก ลูกต้องมีสีขาวหรือสีเหลือง ถ้ามีรอยต่อจะต้องไม่เป็นตะเข็บ

ลูกต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2.5 นิ้ว (6.350 เซนติเมตร) แต่น้อยกว่า 2 5/8 นิ้ว (6.668 เซนติเมตร) มีน้ำหนักมากกว่า 2 ออนซ์ (56.7 กรัม) แต่น้อยกว่า 2 1/16 ออนซ์ (58.5 กรัม)

การกระดอนของลูกเมื่อทิ้งลงจากที่สูง 100 นิ้ว (254 เซนติเมตร) บนพื้นคอนกรีตจะต้องกระดอนสูงกว่า 53 นิ้ว (134.62 เซนติเมตร) แต่ต่ำกว่า 58 นิ้ว (147.32 เซนติเมตร)

เมื่อกดปลายทั้งสองข้างของเส้นผ่าศูนย์กลางของลูกด้วยกำลัง 18 ปอนด์ (8.165 กิโลกรัม) ผิวของลูกจะยุบเข้าไปมากกว่า 0.220 นิ้ว (0.559 เซนติเมตร) แต่น้อยกว่า 0.290 นิ้ว (0.737 เซนติเมตร) ส่วนที่โป่งออกมาต้องมากกว่า 0.315 นิ้ว (0.800 เซนติเมตร) แต่น้อยกว่า 0.425 นิ้ว (1.08 เซนติเมตร) ตัวเลขเหล่านี้คิดเฉลี่ยจากการกดลูกในแนวแกนทั้งสามของลูก และค่าที่ได้จากการกดในระหว่างแกนที่ต่างกันคู่หนึ่งต้องไม่ต่างกันมากกว่า 0.030 นิ้ว (0.08 เซนติเมตร)

หากมีการแข่งขันในสถานที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 4,000 ฟุต (1,219 เมตร) อาจใช้ลูกเพิ่มได้อีกสองแบบ

แบบแรก  มีลักษณะเหมือนดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่จะต้องมีแรงกระดอนสูงกว่า 48 นิ้ว (121.92 เซนติเมตร) และต่ำกว่า 53 นิ้ว (134.62 เซนติเมตร) และจะต้องมีแรงอัดภายในสูงกว่าแรงอัดภายนอก ลูกเทนนิสแบบนี้รู้จักกันในนามลูกเทนนิสแบบมีแรงอัด (Pressurised)

แบบที่สอง  มีลักษณะเหมือนกับที่กล่าวมาแล้ว แต่ต้องมีแรงกระดอนสูงกว่า 53 นิ้ว (134.62 เซนติเมตร) ต่ำกว่า 58 นิ้ว (147.32 เซนติเมตร) และจะต้องมีแรงอัดภายในพอ ๆ กับแรงอัดภายนอก และจะต้องนำมาไว้ที่สถานที่แข่งขันแล้วประมาณ 60 วันหรือมากกว่านั้นเพื่อให้ปรับสภาพเท่ากับอากาศ ลูกเทนนิสแบบนี้เรียกว่าลูกเทนนิสไร้แรงอัด (Zero-Pressure or Non-Pressurised)

ข้อ 4 ไม้เทนนิส (The Racket)

ไม้เทนนิสที่ไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้จะนำมาใช้แข่งขันภายใต้กติกาของเทนนิสไม่ได้คือ

(1) พื้นที่ส่วนที่ใช้ตีลูกของไม้เทนนิสต้องแบบเรียบประกอบด้วยเอ็นถักเป็นแบบเดียวกัน ติดกับกรอบ (Frame) และต้องถักแบบสลับหรือมัดติดกันตรงบริเวณที่เอ็นซ้อนกัน การถักต้องสม่ำเสมอและโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณตรงกลางของไม้เทนนิส จำนวนเอ็นต้องไม่ถี่น้อยกว่าบริเวณอื่น

เอ็นของไม้เทนนิส ต้องไม่มีวัสดุใด ๆ ที่ติดอยู่หรือยื่นออกมานอกจากสิ่งที่ใช้เพื่อป้องกันหรือจำกัดการสึกหรอหรือการสั่นสะเทือนเท่านั้น สิ่งดังกล่าวต้องมีขนาด และตำแหน่งที่เหมาะสมกับจุดประสงค์นั้น ๆ

(2) กรอบ (Frame) รวมทั้งด้าม (Handle) ต้องมีความยาวทั้งหมดไม่เกิน 29 นิ้ว (73.66 เซนติเมตร) และกรอบต้องกว้างไม่เกิน 12.5 นิ้ว (31.75 เซนติเมตร) บริเวณพื้นที่สำหรับขึงเอ็นต้องมีความยาวไม่เกิน 15.5 นิ้ว (39.37 เซนติเมตร) และกว้างไม่เกิน 11.5 นิ้ว (29.21 เซนติเมตร) ให้มีผลบังคับใช้สำหรับการเล่นระดับอาชีพตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1997 และบังคับใช้สำหรับการเล่นที่ไม่ใช่ระดับอาชีพ ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2000

(3) กรอบและด้าม ต้องไม่มีวัตถุใดที่ติดอยู่หรือยื่นออกมานอกจากสิ่งที่ทำไว้เพื่อป้องกันหรือจำกัดการสึกหรอ การสั่งสะเทือนหรือการกระจายน้ำหนักเท่านั้น สิ่งดังกล่าวต้องมีขนาดและตำแหน่งที่เหมาะสมกับจุดประสงค์นั้น ๆ

(4) กรอบ ด้ามและเอ็น ต้องไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือเปลี่ยนแปลงการกระจายน้ำหนักของไม้เทนนิสในระหว่างการแข่งขันแต้มหนึ่ง ๆ สหพันธ์เทนนิสนานาชาติจะเป็นผู้ตัดสินในกรณีที่มีปัญหาว่าไม้เทนนิสใดจะมีลักษณะตรงตามข้อกำหนดข้างต้นหรือไม่ หรือจะสามารถนำไม้เทนนิสนั้นมาใช้ในการเล่นได้หรือไม่ การตัดสินนี้จะทำได้เมื่อเห็นสมควรหรือเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักเทนนิส ผู้ผลิต สมาคมแห่งชาติ (National Association) หรือสมาชิกได้ทักท้วงขึ้น

ปัญหาที่ 1 ไม้เทนนิสอันหนึ่งจะขึงเอ็นมากกว่าหนึ่งชุดได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด    ไม่ได้ ตามกติกาได้ระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า การขึงเอ็นไม้เทนนิสอย่างไรจึงจะถูกต้อง และอย่างไรไม่ถูกต้อง

ปัญหาที่ 2  การขึงเอ็นไม้เทนนิสจะถูกต้องหรือไม่ ถ้าระดับของเอ็นที่ขึงสูงต่ำไม่เท่ากัน
ข้อชี้ขาด    ไม่ถูกต้อง

ปัญหาที่ 3  นักเทนนิสสามารถใช้ชิ้นส่วนกันสะเทือนติดบนเอ็นของไม้เทนนิสได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องติดตรงไหน
ข้อชี้ขาด     ติดได้ แต่ต้องติดไว้นอกเส้นที่ไขว้กันของเอ็นเทนนิสเท่านั้น

ปัญหาที่ 4  ในระหว่างการเล่น ผู้เล่นทำเอ็นที่ไม้เทนนิสของเขาขาดโดยอุบัติเหตุเขาสามารถเล่นต่อไปด้วยไม้เทนนิสที่เอ็นกำลังขาดอยู่                   นั้นได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด     ได้

ข้อ 5 ผู้เสิร์ฟและผู้รับ (Server & Receiver)

ผู้เล่นจะต้องอยู่คนละข้างของตาข่าย ผู้เล่นซึ่งเป็นผู้ส่งลูกก่อนเรียกว่า "ผู้เสิร์ฟ" (Server) ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า "ผู้รับ" (Receiver)

ปัญหาที่ 1  
ผู้เล่นขณะพยายามตีลูก หากล้ำแนวเส้นสมมุติที่ลากตรงต่อจากตาข่ายออกไป จะเสียแต้มหรือไม่
                  (1) ก่อนตีถูกลูก
                  (2) หลังตีถูกลูกแล้ว

ข้อชี้ขาด     ไม่เสียแต้มทั้งสองกรณี เว้นแต่ผู้นั้นจะล้ำเข้าไปในสนามของคู่ต่อสู้ (กติกาข้อ 20 (5)) ในกรณีที่เกิดจากการขัดขวางใด ๆ                    ขึ้น คู่ต่อสู้ของผู้นั้นอาจจะขอคำตัดสินจากผู้ตัดสินได้ตามกติกาข้อ 21 และข้อ 25

ปัญหาที่ 2  ผู้เสิร์ฟอ้างว่าผู้รับจะต้องยืนอยู่ภายในเส้นขอบของสนามถูกต้องหรือไม่
ข้อชี้ขาด     ไม่ถูกต้อง ผู้รับจะยืนอยู่ที่ใดในด้านของตนก็ได้ตามใจชอบ

ข้อ 6 การเลือกข้างและเลือกเสิร์ฟ (Choice of Ends & Service)

การเลือกข้างก็ดี การเลือกสิทธิที่จะเป็นผู้เสิร์ฟหรือผู้รับในเกมแรกก็ดี ให้ชี้ขาดด้วยการเสี่ยงทาย (Toss) ผู้เล่นที่ชนะในการเสี่ยงทายจะมีสิทธิเลือกหรือบังคับให้คู่ต่อสู้เลือก
(1) สิทธิที่จะเป็นผู้เสิร์ฟหรือผู้รับ ในกรณีผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้เลือกข้าง หรือ
(2) เลือกข้าง ในกรณีนี้ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะเลือกเป็นผู้เสิร์ฟหรือผู้รับ

ข้อ 7 การเสิร์ฟ (The Service)

การเสิร์ฟจะต้องกระทำดังนี้ คือ ก่อนเสิร์ฟผู้เสิร์ฟต้องยืนด้วยเท้าทั้งสองข้างหลังเส้นหลัง (คือให้เส้นหลังอยู่ระหว่างตาข่ายกับผู้เสิร์ฟ) และยืนอยู่ระหว่างเส้นสมมุติที่ลากตรงต่อออกไปจากจุดกึ่งกลาง (Centre-Mark) และเส้นข้าง ต่อจากนั้นให้ผู้เสิร์ฟใช้มือโยนลูกขึ้นไปในอากาศในทิศทางใดก็ได้แล้วใช้ไม้เทนนิสตีลูกนั้นก่อนตกถึงพื้น เมื่อไม้เทนนิสสัมผัสลูกก็ถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าผู้เล่นมีแขนข้างเดียวจะใช้ไม้เทนนิสช่วยโยนลูกในการเสิร์ฟก็ได้

ปัญหาที่ 1  ในการเล่นเดี่ยว ผู้เสิร์ฟจะยืนหลังเส้นหลังในแนวที่อยู่ระหว่างเส้นข้างของสนามประเภทเดี่ยวกับเส้นข้างของสนามประ                   เภทคู่ได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ไม่ได

ปัญหาที่ 2  ผู้เล่นขณะทำการเสิร์ฟ โยนลูกขึ้นไป 2 ลูก หรือมากกว่า แทนที่จะโยนลูกเดียว จะถือว่าผู้นั้นเสิร์ฟเสียหรือไม
ข้อชี้ขาด
    ไม่ถือว่าเสีย ผู้ตัดสินควรขาน "เล็ท" แต่ถ้าผู้ตัดสินเห็นว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ อาจจะถือปฏิบัติตาม                   กติกาข้อ 21 ก็ได้

ข้อ 8 ฟุทฟอลท์ (Foot Fault)

(1) ตลอดการเสิร์ฟผู้เสิร์ฟจะต้อง
      (ก) ไม่เปลี่ยนจุดยืนด้วยการเดินหรือวิ่ง ผู้เสิร์ฟที่เคลื่อนไหวเท้าเพียงเล็กน้อยโดยไม่ทำให้เท้าเคลื่อนจากจุดเดิม จะไม่ถือว่า             "เปลี่ยนจุดยืนด้วยการเดินหรือวิ่ง"
      (ข) ไม่สัมผัสพื้นส่วนใดนอกจากพื้นที่อยู่หลังเส้นหลังในระหว่างเส้นสมมุติที่ลากตรงต่อออกไปจากจุดกึ่งกลาง (Centre mark)              และเส้นข้าง

(2) คำว่า "เท้า" หมายถึงส่วนของปลายขานับตั้งแต่ข้อเท้าลงไป

ข้อ 9 วิธีการเสิร์ฟ (Delivery and Service)

(1) ในการเสิร์ฟ ผู้เสิร์ฟต้องยืนหลังสนามด้านขวาและซ้ายสลับกันไป เริ่มจากด้านขวาก่อนทุกเกม ถ้ามีการเสิร์ฟผิดด้าน โดยไม่มีผู้ทักท้วง แต้มและการเสิร์ฟที่ผ่านไปคงใช้ได้ทั้งหมด แต่เมื่อพบข้อผิดพลาดให้เปลี่ยนไปเสิร์ฟในด้านที่ถูกต้องทันที

(2) ลูกที่เสิร์ฟจะต้องข้ามตาข่ายไปสัมผัสพื้นสนามภายในคอร์ทเสิร์ฟซึ่งอยู่ทแยงกันหรือบนเส้นใดเส้นหนึ่งที่ล้อมรอบคอร์ทเสิร์ฟนั้น ก่อนผู้รับจะตีโต้ลูกกลับ

ข้อ 10 ลูกเสิร์ฟเสีย (Service Fault)

การเสิร์ฟที่ถือว่าเสียคือ
(1) ถ้าผู้เสิร์ฟทำผิดกติกาข้อ 7, 8 หรือ 9 (2)
(2) ถ้าผู้เสิร์ฟตีลูกอย่างเจตนาแต่ไม่ถูก
(3) ถ้าลูกที่เสิร์ฟไปนั้นสัมผัสสิ่งติดตั้งถาวรอย่างใด (นอกจากตาข่าย แถบขึงตาข่ายหรือแถบหุ้มตาข่าย) ก่อนสัมผัสพื้น

ปัญหาที่ 1  หลังจากโยนลูกเพื่อเสิร์ฟแล้ว ผู้เสิร์ฟเปลี่ยนใจไม่ตีลูก แต่ใช้มือรับลูกจะถือว่าลูกนั้นเสียหรือไม่
ข้อชี้ขาด     ไม่เสีย

ปัญหาที่ 2  ในการเล่นเดี่ยวที่ใช้สนามประเภทคู่ โดยมีเสาขึงตาข่ายอยู่ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ หากเสิร์ฟลูกไปกระทบเสาขึงตา                   ข่ายประเภทเดี่ยวและตกลงในสนามที่ถูกต้องลูกนี้จะถือว่าเสียหรือเล็ท
ข้อชี้ขาด     ถือว่าเสีย เพราะเสาขึงตาข่ายทั้งประเภทเดี่ยวและคู่รวมทั้งตาข่าย และแถบหุ้มตาข่ายที่อยู่ระหว่างเสาทั้งสองถือเป็นสิ่งติด                   ตั้งถาวร (ตามกติกาข้อ 2, ข้อ 10 และหมายเหตุท้ายกติกาข้อ 24)

ข้อ 11 การเสิร์ฟลูกที่สอง (Second Service)

เมื่อเสิร์ฟลูกแรกเสีย ผู้เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟอีกลูกหนึ่งจากหลังสนามด้านเดิมที่เสิร์ฟลูกแรกไปแล้ว ถ้าลูกแรกที่เสิร์ฟเสียนั้นผู้เสิร์ฟยืนผิดด้าน ให้ผู้เสิร์ฟนั้นเสิร์ฟใหม่อีกลูกเดียวจากหลังสนามอีกด้านหนึ่ง ตามกติกาข้อ 9

ปัญหาที่ 1  ผู้เล่นยืนผิดด้าน เสิร์ฟลูกจนเสียแต้มไปแล้วจะอ้างว่าเขาเสิร์ฟเสียเพราะยืนผิดด้านได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด     ไม่ได้ แต้มต้องเป็นไปตามที่เล่นไปแล้ว สำหรับการเสิร์ฟลูกต่อไปต้องเสิร์ฟจากด้านที่ถูกต้องตามแต้มที่เล่นเสร็จไปแล้ว

ปัญหาที่ 2  ขณะแต้ม 15 เท่ากัน ผู้เสิร์ฟทำผิดโดยเสิร์ฟจากสนามด้านซ้ายแล้วได้แต้มนั้นต่อมาเขาเสิร์ฟจากด้านขวาและเสียไปหนึ่ง                   ลูกแล้วจึงรู้ว่าเสิร์ฟผิดด้าน ผู้เสิร์ฟนั้นจะได้แต้มที่ได้ไปแล้วหรือไม่ และลูกต่อไปจะต้องเสิร์ฟจากด้านใด
ข้อชี้ขาด     แต้มที่ได้นั้นถือว่าชอบแล้ว ลูกต่อไปต้องเสิร์ฟจากด้านซ้ายตามแต้มที่ได้ คือ 30-15 และผู้เสิร์ฟเสียไปแล้วหนึ่งลูก

ข้อ 12 โอกาสที่จะเสิร์ฟ (When to Serve)

ผู้เสิร์ฟจะเสิร์ฟไม่ได้จนกว่าผู้รับพร้อมที่จะรับ หากผู้รับได้พยายามรับลูกต้องถือว่าผู้รับพร้อมที่จะรับลูกแล้ว ถ้าผู้รับแสดงท่าทางว่าตนยังไม่พร้อมที่รับลูกผู้รับจะอ้างว่าลูกเสิร์ฟนั้นเสียไม่ได้หากว่าลูกเสิร์ฟนั้นมิได้สัมผัสพื้นสนามที่ถูกต้อง

ข้อ 13 การขานเล็ท (The Let)

ทุกกรณีที่ขานคำว่า "เล็ท" ตามกติกานี้ หรือขานเพื่อหยุดยั้งการเล่นครั้งใดก็ตามให้ตีความหมายดังนี้
(1) เมื่อขานขึ้นเฉพาะการเสิร์ฟลูกหนึ่ง ให้เสิร์ฟลูกนั้นใหม่
(2) เมื่อขานขึ้นในกรณีอื่น ๆ ให้เล่นแต้มนั้นใหม่

ปัญหาที่ 1  ถ้าการเสิร์ฟมีสิ่งขัดขวางเกิดขึ้น นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 14 ควรให้เสิร์ฟลูกนั้นใหม่หรืออย่างไร
ข้อชี้ขาด     ไม่ใช่ ต้องเล่นแต้มนั้นใหม่ทั้งหมด

ปัญหาที่ 2   ถ้าลูกที่อยู่ในการเล่นเกิดแตกขึ้น ควรขานเล็ทหรือไม่
ข้อชี้ขาด
      ควร

ข้อ 14 การขานเล็ทในขณะเสิร์ฟ (The "Let" in Service)

การเสิร์ฟที่ถือว่าเล็ท คือ

(1) เมื่อลูกที่เสิร์ฟไปสัมผัสตาข่าย แถบขึงตาข่ายหรือแถบหุ้มตาข่าย แล้วตกในสนามที่ถูกต้อง หรือเมื่อลูกที่เสิร์ฟไปสัมผัสตาข่าย แถบขึงตาข่าย แถบหุ้มตาข่ายแล้วสัมผัสร่างกายผู้รับ หรือสิ่งที่ผู้รับสวมหรือถืออยู่ก่อนลูกนั้นสัมผัสพื้น

(2) เมื่อได้เสิร์ฟไปในขณะผู้รับยังไม่พร้อมที่จะรับ ไม่ว่าจะเป็นการเสิร์ฟที่ดีหรือเสียก็ตาม (ดูกติกาข้อ 12)

เมื่อการเสิร์ฟเป็นเล็ท ไม่มีฝ่ายใดได้แต้ม และผู้เสิร์ฟต้องเสิร์ฟลูกนั้นใหม่ การเสิร์ฟที่เป็นเล็ทไม่ทำให้การเสิร์ฟที่เสียไปในลูกแรกกลับเป็นลูกดีได้

ข้อ 15 ลำดับการเสิร์ฟ (Order of Service)

เมื่อจบเกมแรก ผู้รับจะต้องเปลี่ยนเป็นผู้เสิร์ฟ และผู้เสิร์ฟต้องเปลี่ยนเป็นผู้รับ สลับกันเรื่อยไปจนกว่าจะจบการแข่งขัน (Match) ถ้าผู้เล่นคนใดเสิร์ฟผิดรอบ ผู้เล่นที่ควรจะเป็นผู้เสิร์ฟจะต้องเป็นผู้เสิร์ฟต่อไปทันทีที่ได้พบข้อผิดพลาด แต้มที่เล่นไปแล้วก่อนพบข้อผิดพลาดคงนับด้วย ถ้าเกมนั้นจบลงก่อนพบข้องผิดพลาด ลำดับการเสิร์ฟเกมต่อ ๆ ไปให้เป็นไปตามที่ผิดพลาดไปแล้วนั้น แต่ลูกที่ผู้เสิร์ฟเสียไปหนึ่งลูกซึ่งเกิดขึ้นก่อนพบข้อผิดพลาดไม่ต้องนับ

ข้อ 16 การเปลี่ยนข้าง (When Players Change Ends)

ผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนข้างเมื่อจบเกมที่หนึ่ง เกมที่สาม และทุก ๆ เกมคู่ของแต่ละเซ็ท (Set) และต้องเปลี่ยนข้างเมื่อจบเซ็ท นอกจากจำนวนเกมในเซ็ทนั้นรวมกันแล้วเป็นเลขคู่ ในกรณีนี้จะไม่เปลี่ยนข้างจนจบเกมที่หนึ่งของเซ็ทต่อไป ถ้าเกิดข้อผิดพลาดทำให้ลำดับการเปลี่ยนข้างไม่ถูกต้อง ผู้เล่นต้องเปลี่ยนข้างให้ถูกต้องทันทีที่พบข้อผิดพลาดและดำเนินการต่อไปตามลำดับการเปลี่ยนข้างที่เลือกไว้แต่เดิม

ข้อ 17 ลูกอยู่ในการเล่น (The Ball in Play)

นับตั้งแต่เมื่อได้ทำการเสิร์ฟไปแล้วจนกระทั่งผู้เบ่นได้หรือเสียแต้มถื ว่าลูกนั้นอยู่ในการเล่นเว้นแต่จะมีการขานว่าเล็ทหรือเสีย

ปัญหา      ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งตีโต้ลูกไปแต่เสีย กรรมการไม่ขานว่า "เสีย" และการเล่นยังคงดำเนินต่อไป ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างว่าตนได้                 แต้มนั้นหลังจากตีโต้กันจนจบแต้มนั้นแล้วได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด   
ม่ได้ ถ้าผู้เล่นยังเล่นต่อไปหลังจากมีลูกเสียเกิดขึ้นแล้วฝ่ายใดจะอ้างว่าตนได้แต้มนั้นไม่ได้ เว้นแต่คู่ต่อสู้จะถูกขัดขวางการ                  เล่น

ข้อ 18 ผู้เสิร์ฟได้แต้ม (Server Wins Point)

ผู้เสิร์ฟจะได้แต้มเมื่อ
(1) ลูกที่เสิร์ฟซึ่งมิได้เป็นเล็ทดังที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 14 ไปสัมผัสผู้รับหรือสิ่งที่ผู้รับสวมหรือถืออยู่ก่อนที่นะสัมผัสพื้น
(2) ผู้รับทำเสียแต้ม ดังที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 20

ข้อ 19 ผู้รับได้แต้ม (Receiver Wins Point)

ผู้รับจะได้แต้มเมื่อ
(1) ผู้เสิร์ฟเสิร์ฟเสียสองลูกติดต่อกัน
(2) ผู้เสิร์ฟทำเสียแต้ม ดังที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 20

ข้อ 20 ผู้เล่นเสียแต้ม (Player Loses Point)

ผู้เล่นจะเสียแต้มเมื่อ
(1) ผู้นั้นไม่สามารถตีบูกที่อยู่ในการเล่นให้ข้ามตาข่ายกลับไปก่อนที่ลูกจะสัมผัสพื้นสองครั้ง (เว้นแต่ที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 24 (1) หรือ       (3)) หรือ
(2) ผู้นั้นตีลูกที่อยู่ในการเล่นไปสัมผัสพื้นสิ่งติดตั้งถาวรหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอยู่นอกเส้นที่ล้อมรอบสนามของคู่ต่อสู้ (เว้นแต่ที่ระบุไว้ใน       กติกาข้อ 24 (1) หรือ (3)) หรือ
(3) ผู้นั้นตีลูกก่อนลูกนั้นตกถึงพื้น (Volleys) แต่เสียแม้จะยืนอยู่นอกสนามก็ตาม หรือ
(4) ผู้นั้นใช้ไม้เทนนิสสัมผัสลูกหรือตีลูกที่อยู่ในการเล่นมากกว่าหนึ่งครั้ง หรือ
(5) ร่างกายหรือไม้เทนนิสของผู้นั้น (ไม่ว่าจะถืออยู่หรือหลุดจากมือแล้วก็ตาม) หรือสิ่งที่ผู้นั้นสวมหรือถืออยู่สัมผัสตาข่าย เสา ไม้ค้ำ       ตาข่าย เชือกขึงตาข่าง แถบขึงตาข่าย แถบหุ้มตาข่าย หรือสนามของคู่ต่อสู้ในขณะที่ลูกอยู่ในการเล่น หรือ
(6) ผู้นั้นตีลูกก่อนลูกนั้นตกถึงพื้น (Volleys) ก่อนลูกนั้นข้ามตาข่ายมา หรือ
(7) ลูกที่อยู่ในการเล่นสัมผัสร่างกายของผู้นั้น หรือสิ่งใดที่สวมหรือถืออยู่ เว้นแต่ไม้เทนนิสที่เขาถืออยู่ด้วยมือเดียวหรือสองมือก็ตาม หรือ
(8) ผู้นั้นขว้างไม้เทนนิสไปถูกลูก หรือ
(9) ผู้นั้นตั้งใจทำให้รูปร่างของไม้เทนนิสที่ใช้ตีอยู่เปลี่ยนแปลงในระหว่างการเล่นแต้มนั้น

ปัญหาที่ 1  ในการเสิร์ฟ ถ้าไม้เทนนิสหลุดมือไปสัมผัสตาข่างก่อนลูกสัมผัสสนามจะถือว่าผู้เสิร์ฟเสียลูกนั้นหรือเสียแต้มนั้นทั้งหมด
ข้อชี้ขาด
    ผู้เสิร์ฟเสียแต้ม เพราะไม้เทนนิสสัมผัสตาข่าย ขณะลูกอยู่ในการเล่น (กติกาข้อ 20 (5))

ปัญหาที่ 2  ในการเสิร์ฟ ถ้าไม้เทนนิสหลุดมือไปสัมผัสตาข่ายหลังลูกสัมผัสพื้นนอกเขตสนามที่ถูกต้อง จะถือว่าผู้เสิร์ฟเสียลูกนั้นหรือ                   เสียแต้มทั้งหมด
ข้อชี้ขาด
    เสียเฉพาะลูกนั้น เพราะขณะไม้เทนนิสสัมผัสตาข่ายลูกมิได้อยู่ในการเล่นแล้ว

ปัญหาที่ 3  ก. และ ข. กำลังแข่งขันกับ ค. และง. ขณะ ก. เสิร์ฟไปที่ ง. ปรากฎว่า ก. เสิร์ฟตกนอกคอร์ทเสิร์ฟ ดังนี้ ฝ่าย ค. และ ง. จะ                   เสียแต้มหรือไม
ข้อชี้ขาด
    การขานว่า "เสีย" นั้นไม่ถูกต้อง เพราะค. และ ง. ได้เสียแต้มนั้นแล้ว ก่อนขานว่า "เสีย" เนื่องจาก ค. สัมผัสตาข่ายขณะลูก                   อยู่ในการเล่น (กติกาข้อ 20 (5))

ปัญหาที่ 4  ขณะลูกอยู่ในการเล่น ผู้เล่นจะกระโดดข้ามตาข่ายไปในสนามของคู่ต่อสู้ได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ไม่ได้ ผู้นั้นต้องเสียแต้ม (กติกาข้อ 20 (5))

ปัญหาที่ 5  ก. ตีลูกตัด ลูกวิ่งข้ามตาข่ายไปแล้วแต่ลอยย้อนกลับมาในสนามด้านของ ก. อีกดังนี้ หาก ข. ไม่สามารถเอื้อมตีลูกได้ทันจึง                   ขว้างไม้เทนนิสไปกระทบลูก ทั้งลูกและไม้เทนนิสของ ข. ข้ามตาข่ายไปตกในสนามด้านของ ก. ก. ตีลูกกลับไปแต่ตกนอก                   สนามด้านของ ข. ดังนี้ ข. จะได้แต้มหรือเสียแต้ม
ข้อชี้ขาด     ข. เป็นผู้เสียแต้ม (กติกาข้อ 20 (5) และ (8))

ปัญหาที่ 6  ผู้เล่นยืนอยู่นอกคอร์ทเสิร์ฟ ลูกเสิร์ฟลอยมาสัมผัสผู้เล่นนั้นก่อนสัมผัสพื้นผู้เล่นนั้นจะได้แต้มหรือเสียแต้ม
ข้อชี้ขาด     เสียแต้ม (กติกาข้อ 20 (7)) เว้นแต่จะเป็นไปตามกติกาข้อ 14 (1)

ปัญหาที่ 7  ผู้เล่นยืนอยู่นอกสนาม ใช้ไม้เทนนิสตีลูกหรือใช้มือรับลูกแล้วอ้างว่าตนได้แต้มนั้นเนื่องจากลูกนั้นจะต้องตกนอกสนามอย่าง                   แน่นอน
ข้อชี้ขาด
    ผู้เล่นนั้นจะอ้างว่าตนได้แต้มไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด
                  (1) ถ้าใช้มือรับลูก ผู้นั้นเสียแต้มตามกติกาข้อ 20 (7)
                  (2) ถ้าตีลูกก่อนลูกนั้นถึงพื้นแต่เสีย ผู้นั้นเสียแต้มตามกติกาข้อ 20 (3)  
                  (3) ถ้าตีลูกก่อนลูกนั้นตกถึงพื้นและเป็นลูกดี การแข่งขันคงดำเนินต่อไป

ข้อ 21 การขัดขวางคู่ต่อสู้ (Player Hinders Opponent)

ปัญหาที่ 1  ผู้เล่นจะถูกลงโทษหรือไม่ ถ้าหากขณะตีลูกผู้เล่นนั้นสัมผัสตัวคู่ต่อสู้
ข้อชี้ขาด     ไม่ถูกลงโทษ เว้นแต่ผู้ตัดสินเห็นว่าจำเป็นต้องลงโทษตามกติกาข้อ 21

ปัญหาที่ 2  เมื่อลูกซึ่งข้ามตาข่ายมาสัมผัสพื้นแล้วกระดอนข้ามตาข่ายกลับไปอีก ผู้เล่นที่จะต้องตีลูกนั้นสามารถเอื้อมข้ามตาข่ายไปตี                   ลูกนั้นได้ จะใช้กติกาข้อไหนตัดสิน ถ้าหากผู้เล่นนั้นถูกคู่ต่อสู้ขัดขวางไม่ให้ตีลูก
ข้อชี้ขาด     ใช้กติกาข้อ 21 คือ ผู้ตัดสินอาจให้ผู้เล่นที่ถูกขัดขวางได้แต้มนั้น หรืออาจสั่งให้เล่นแต้มนั้นใหม่ก็ได้ (ดูกติกาข้อ 25)

ปัญหาที่ 3  การตีลูกสองครั้งโดยไม่จงใจถือว่าเป็นการกระทำเพื่อขัดขวางคู่ต่อสู้ตามกติกาข้อ 21 หรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ไม่ใช่

ข้อ 22 ลูกที่ตกบนเส้น (Ball Falls on Line)

ลูกที่ตกบนเส้นใด ๆ ก็ตาม ให้ถือว่าตกในสนามที่เส้นนั้นล้อมอยู่

ข้อ 23 ลูกสัมผัสสิ่งติดตั้งถาวร (Ball Touches Permanent Fixtures)

ถ้าลูกที่อยู่ในการเล่นไปสัมผัสสิ่งติดตั้งถาวรใด ๆ (นอกจากตาข่าย เสา ไม้ค้ำตาข่าย เชือกขึงตาข่าย แถบขึงตาข่าย หรือแถบหุ้มตาข่าย) หลังจากได้สัมผัสสนามแล้ว ผู้เล่นที่ตีลูกนั้นได้แต้ม แต่ถ้าลูกนั้นสัมผัสสิ่งติดตั้งถาวรดังกล่าวข้างต้นก่อนสัมผัสสนาม คู่ต่อสู้เป็นฝ่ายได้แต้ม

ปัญหา      ในการตีโต้ลูก ลูกสัมผัสผู้ตัดสิน เก้าอี้หรือขาเก้าอี้ของผู้ตัดสิน ผู้เล่นจะอ้างว่าลูกนั้นกำลังจะวิ่งไปตกในสนามได้หรือไม
ข้อชี้ขาด
   อ้างไม่ได้ ต้องถือว่าผู้นั้นเสียแต้ม

ข้อ 24 การตีโต้ที่ดี (A Good Return)

การตีโต้ที่ถือว่าดี คือ
(1) ถ้าลูกสัมผัสตาข่าย เสา ไม้ค้ำตาข่าย เชือกขึงตาข่าย แถบขึงตาข่าย หรือแถบหุ้มตาข่าย แล้วข้ามสิ่งดังกล่าวไปตกในสนาม
(2) เมื่อลูกที่เสิร์ฟหรือตีโต้กลับมา ข้ามตาข่ายตกลงในสนามที่ถูกต้องแล้วกระดอนข้ามตาข่ายกลับไป ถ้าผู้เล่นที่ถึงรอบจะต้องตีลูก       เอื้อมข้ามตาข่ายไปตีลูก โดยมิให้ร่างกายหรือส่วนใดของเสื้อผ้าหรือไม้เทนนิสสัมผัสตาข่าย เสา ไม้ค้ำตาข่าย เชือกขึงตาข่าย แถบ       ขึงตาข่าย แถบหุ้มตาข่าย หรือสนามด้านของคู่ต่อสู้ และลูกนั้นเป็นลูกดี หรือ
(3) ถ้าลูกวิ่งอ้อมนอกเสาหรือไม้ค้ำตาข่าย ไม่ว่าจะวิ่งในระดับสูงหรือต่ำกว่าตาข่ายหรือแม้จะสัมผัสเสาหรือไม้ค้ำตาข่ายแล้วไปสัมผัส       สนามที่ถูกต้อง หรือ
(4) ถ้าไม้เทนนิสของผู้เล่นข้ามตาข่ายไปหลังจากตีลูกกลับไปแล้วแต่ต้องมิใช่ตีลูกก่อนข้ามตาข่ายเข้ามาในสนามด้านของตน และเป็น       การตีโต้ที่ดี หรือ
(5) ถ้าลูกที่ตีโต้ไปแล้วหรือเสิร์ฟไปแล้วกระทบลูกอื่นซึ่งอยู่ภายในสนาม

หมายเหตุ ในการแข่งขันประเภทเดี่ยวในสนามประเภทคู่เพื่อความสะดวกจะใช้ไม้ค้ำตาข่ายมาค้ำตาข่ายไว้ กรณีเช่นนี้ เสา ส่วนของตาข่าย เชือกขึงตาข่ายและแถบหุ้มตาข่ายซึ่งอยู่นอกไม้ค้ำตาข่าย ต้องถือว่าเป็นสิ่งติดตั้งถาวร และไม่ถือว่าเป็นเสาหรือตาข่ายของการแข่งขันประเภทเดี่ยว

ลูกที่ตีโต้กัน หากวิ่งลอดใต้เชือกขึงตาข่าย (Net Cord) ระหว่างไม้ค้ำตาข่ายและเสา โดยมิได้สัมผัสเชือกขึงตาข่าย ตาข่าย หรือเสา แล้วตกในสนามถือว่าเป็นลูกดี

ปัญหาที่ 1  ลูกซึ่งกำลังจะวิ่งออกไปนอกสนามแต่ชนเสาหรือไม้ค้ำตาข่ายและตกลงในสนามของคู่ต่อสู้ จะถือว่าเป็นลูกดีหรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ถ้าเป็นลูกเสิร์ฟถือว่าเสีย ตามกติกาข้อ 10 (3) ถ้าเป็นลูกนอกจากเสิร์ฟถือว่าดี (ตามกติกาข้อ 24 (1))

ปัญหาที่ 2  จะถือว่าลูกที่ตีโต้กลับไปเป็นลูกดีหรือไม่ ถ้าผู้นั้นจับไม้เทนนิสสองมือในการตีลูก
ข้อชี้ขาด
    ถือเป็นลูกด

ปัญหาที่ 3  ถ้าลูกเสิร์ฟหรือลูกที่อยู่ในการเล่นไปกระทบลูกซึ่งอยู่ในสนามจะถือว่าได้เสียแต้มเลยหรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ยังไม่ได้หรือเสียแต้ม การแข่งขันต้องดำเนินต่อไป หากผู้ตัดสินไม่แน่ใจว่าลูกที่ตีโต้กันอยู่นั้นจะเป็นลูกที่ถูกต้องก็ควรขาน                   เล็ท

ปัญหาที่ 4  ในระหว่างการเล่น ผู้เล่นจะใช้ไม้เทนนิสมากกว่าหนึ่งอันได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ไม่ได้ กติกาที่มีอยู่ทั้งหมดนี้หมายถึงการใช้ไม้เทนนิสอันเดียวเท่านั้น

ปัญหาที่ 5 ผู้เล่นจะขอให้เอาลูกที่ตกอยุ่ในสนามของคู่ต่อสู้ออกไปก่อนได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด    ได้ แต
่ต้องไม่ใช่ขณะลูกอยู่ในการเล่น

ข้อ 25 ผู้เล่นถูกขัดขวาง (Hindrance of a Player)

ในระหว่างการตีลูก ถ้าผู้เล่นถูกขัดขวางโดยสิ่งใดซึ่งพ้นวิสัยที่เขาจะแก้ไขได้เว้นแต่สิ่งติดตั้งถาวรหรือเว้นแต่สิ่งซึ่งระบุไว้ในกติกาข้อ 21 ให้ขาย "เล็ท"

ปัญหาที่ 1  ถ้าผู้ดูเข้ามาขัดขวาง ทำให้ผู้เล่นไม่อาจตีโต้ลูก ผู้เล่นจะขอให้ขานเล็ทได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด
   ได้ ถ้าผู้ตัดสินเห็นว่าผู้เล่นถูกขัดขวางโดยสภาพที่อยู่นอกเหลือความควบคุมของผู้เล่น แต่ต้องไม่ใช่เนื่องมาจากสิ่งติดตั้ง                   ถาวรหรือเครื่องประดับของสนาม

ปัญหาที่ 2  ผู้เล่นถูกขัดขวางเช่นเดียวกับปัญหาที่ 1 และผู้ตัดสินขานว่าเล็ทแล้ว ถ้าผู้เสิร์ฟลูกเสียไปแล้วหนึ่งลูกก่อนขานเล็ท ผู้เสิร์ฟ                   มีสิทธิ์เสิร์ฟใหม่สองลูกหรือไม่
ข้อชี้ขาด
    มีสิทธิ เพราะลูกกำลังอยู่ในการเล่นซึ่งตามกติกาจะต้องเล่นแต้มนั้นใหม่ทั้งหมดไม่ใช่เล่นใหม่เฉพาะลูกเดียว

ปัญหาที่ 3  ผู้เล่นจะขอให้เล่นแต้มนั้นใหม่ตามกติกาข้อ 25 เนื่องจากผู้เล่นคิดว่าคู่ต่อสู้จะถูกขัดขวางไม่ให้เล่นลูก และผู้เล่นไม่คิดว่า                   ลูกนั้นจะถูกตีโต้กลับมา จะได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด
    ไม่ได้

ปัญหาที่ 4  จะถือว่าเป็นลูกดีหรือไม่ หากลูกที่อยู่ในการเล่นไปกระทบลูกอีกลูกหนึ่งในอากาศ
ข้อชี้ขาด
    ควรขานเล็ท เว้นเสียแต่ว่าลูกที่อยู่ในอากาศนั้นเกิดจากการกระทำของผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ในกรณีเช่นนี้ผู้ตัดสินจะชี้ขาด                   ตามกติกาข้อ 21

ปัญหาที่ 5  ถ้าผู้ตัดสินหรือกรรมการอื่นขานผิดพลาดว่า "เสีย" (Fault) หรือ "ออก" (Out) แล้วขานใหม่เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของ                   ตนเองเข่นนี้จะถือว่าการขานครั้งใดถูกต้อง
ข้อชี้ขาด
    ผู้ตัดสินจะต้องขานเล็ท เว้นแต่จะเห็นว่าไม่มีฝ่ายใดถูกขัดขวางการเล่นเนื่องมาจากการขานดังกล่าวนั้น ในกรณีเช่นนี้ให้ถือ                   ว่าการขานที่แก้ไขใหม่นั้นถูกต้อง

ปัญหาที่ 6  ถ้าลูกที่เสิร์ฟเสียไปในการเสิร์ฟลูกแรกกระดอนขึ้นมาขัดขวางผู้รับในขณะรับลูกเสิร์ฟลูกที่สอง ผู้รับจะขอให้ขานเล็ทได้                   หรือไม
ข้อชี้ขาด
    ได้ แต่ถ้าผู้รับมีโอกาสที่จะเอาลูกที่เสิร์ฟเสียลูกแรกออกไปให้พ้นสนามได้ แต่เพิกเฉยไม่ทำ ผู้รับจะขอให้ขานเล็ทไม่ได

ปัญหาที่ 7  ลูกที่ตีโต้กันอยู่จะถือว่าเป็นลูกดีหรือไม่ ถ้าลูกนั้นไปสัมผัสวัตถุใดที่อยู่กับที่หรือเคลื่อนไหวอยู่ในสนาม
ข้อชี้ขาด
    หากวัตถุที่อยู่กับที่นั้นเข้ามาภายในสนามหลังที่เริ่มเล่นลูกไปแล้ว ต้องขานเล็ท แต่ถ้าวัตถุอยู่กับที่นั้นเข้ามาในสนามก่อนเริ่ม                   เล่นลูกต้องถือว่าลูกนั้นเป็นลูกดี แต่ถ้าลูกที่อยู่ในระหว่างการเล่นไปกระทบวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวบนสนามหรือเหนือพื้น                   สนาม จะต้องขานเล็ท

ปัญหาที่ 8  ถ้าหากลูกเสิร์ฟลูกแรกเสีย ลูกเสิร์ฟลูกที่สองดี แล้วเกิดความจำเป็นต้องขานเล็ททั้งนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นไปตามกติกาข้อ 25                  หรือกรณีที่ผู้ตัดสินไม่สามารถตัดสินว่าแต้มนั้นเป็นของใครก็ดีจะใช้กติกาข้อไหนตัดสิน
ข้อชี้ขาด    จะต้องยกเลิกลูกเสิร์ฟที่เสียไปแล้ว และเล่นแต้มนั้นใหม่ทั้งหมด

ข้อ 26 วิธีนับแต้มในแต่ละเกม (Score in a Game)

ถ้าผู้เล่นคนใดได้แต้มแรก ให้ขานแต้มว่า 15 สำหรับผู้เล่นนั้น เมื่อเขาได้แต้มที่สอง ให้ขานแต้มว่า 30 สำหรับผู้เล่นนั้นเมื่อเขาได้แต้มที่สาม ให้ขานแต้มว่า 40 สำหรับผู้เล่นนั้น และถ้าเขาได้แต้มที่สี่ ก็ถือว่าผู้นั้นชนะในเกมนั้น ทั้งนี้เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

ถ้าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายได้แต้มสามแต้มเท่ากันให้ขานแต้มว่าดิวส์ (Deuce)  ถ้าผู้เล่นฝ่ายใดได้แต้มต่อไปให้ขานแต้มว่าได้เปรียบ (Advantage) สำหรับผู้เล่นนั้นถ้าผู้เล่นคนเดียวกันนั้นได้แต้มต่อไปอีกหนึ่งแต้ม ผู้เล่นคนนั้นชนะในเกมนั้น แต่ถ้าผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งกลับเป็นผู้ได้แต้มต่อจากแต้มได้เปรียบ ให้ขานแต้มเป็นดิวส์อีก และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกระทั่งผู้เล่นคนใดคนหนึ่งได้สองแต้มติดต่อกันหลังจากดิวส์แล้ว จึงถือว่าผู้เล่นคนนั้นเป็นผู้ชนะในเกมนั้น

ข้อ 27 วิธีนับแต้มในแต่ละเซ็ท (Score in a Set)

(1) ผู้เล่นฝ่ายที่ชนะหกเกมแรก ถือว่าชนะเซ็ทนั้น แต่ต้องชนะคู่ต่อสู้อย่างน้อยสองเกมด้วยและถ้าจำเป็นก็ต้องเล่นต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่า       จะชนะสองเกม
(2) อาจนำการนับแต้มระบบ ไท-เบรก (The Tie break System) มาใช้แทนการนับตามข้อ 27 (1) ของกติกานี้ได้ แต่ต้องมีการ       ประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อนเริ่มแข่งขันคู่นั้น

 

กติกาของการนับแต้มระบบไท-บรก มีดังนี้

จะใช้การนับแต้มระบบไท - เบรกต่อเมื่อแต้มเป็นหกเกมเท่ากันไม่ว่าในกรณีใด ยกเว้นเซ็ทที่สามหรือห้าของการแข่งขันที่มีอย่างมากสามเซ็ทหรือห้าเซ็ทตามลำดับ ซึ่งจะต้องใช้การนับแต้มแบบต่อเซ็ท (Advantage Set) ตามกติกาข้อ 27 (1) ยกเว้นกรณีที่ได้ประกาศล่วงหน้าก่อนการแข่งขันคู่นั้นว่าจะใช้การนับแต้มระบบไท - เบรก ในทุกเซ็ท

การแข่งขันในเกมไท - เบรก จะทำดังนี้

การแข่งขันประเภทเดี่ยว (Singles)

(ก) ผู้เล่นที่ชนะเจ็ดแต้มก่อน จะเป็นผู้ชนะในเกมและเซ็ทนั้น แต่ต้องชนะคู่ต่อสู้อย่างน้อยสองแต้มด้วย ถ้าแต้มเป็นหกเท่ากันจะต้องต่อ       เกมออกไปจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งชนะสองแต้มติดต่อกันตลอดเกมไท - เบรก จะนับแต้มแบบเรียงลำดับตัวเลข

(ข) ผู้เล่นที่ถึงรอบเสิรฟ์จะเป็นผู้เสิรฟ์แต้มแรก คู่ต่อสู้จะเสิร์ฟแต้มที่สองและที่สาม และจะสลับกันเสิร์ฟคนละสองแต้มเรื่อยไป จนกว่า       จะมีผู้ชนะในเกมและเซ็ทนั้น

(ค) เริ่มจากแต้มแรก ผู้เสิร์ฟแต่ละคนต้องเสิร์ฟลูกสลับกันไปจากสนามด้านขวาและซ้าย โดยเริ่มจากขวาก่อน ถ้ามีการเสิร์ฟผิดด้านโดย       ไม่มีผู้ทักท้วง แต้มและการเสิร์ฟที่ผ่านไปคงใช้ได้ทั้งหมด แต่เมื่อพบความผิดพลาดให้เปลี่ยนไปเสิร์ฟในด้านที่ถูกต้องทันที

(ง) ผู้เล่นต้องเปลี่ยนข้างทุก ๆ หกแต้มและหลังจากจบเกมไท - เบรก

(จ) ต้องนับเกมไท - เบรกเป็นหนึ่งเกมสำหรับการเปลี่ยนลูกด้วย นอกจากถึงกำหนดที่จะต้องเปลี่ยนลูกเมื่อเริ่มต้นเกมไท - เบรก กรณีเช่น       นี้ยังไม่เปลี่ยนลูกจนกว่าจะเริ่มเกมที่สองของเซ็ทต่อไป

การแข่งขันประเภทคู่ (Doubles)

ในการแข่งขันประเภทคู่ ให้ใช้วิธีการเช่นเดียวกับการแข่งขันประเภทเดี่ยว ผู้เล่นที่ถึงรอบเสิร์ฟจะเป็นผู้เสิร์ฟแต้มแรก หลังจากนั้นผู้เล่นแต่ละคนจะผลัดกันเสิร์ฟคนละสองแต้มตามลำดับที่จัดไว้เดิมจนกว่าจะจบเกมและเซ็ทนั้น

ลำดับการเสิร์ฟ (Rotation of Service)

ผู้เล่นหรือคู่ที่เสิร์ฟก่อนในเกมไท - เบรก จะต้องเป็นผู้รับในเกมแรกของเซ็ทต่อไป

ปัญหาที่ 1  มีการแข่งขันระบบไท - เบรกไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ได้ประกาศไว้ล่วงหน้าว่าจะแข่งขันแบบต่อเซ็ท (Adventage Set) ดังนี้                   แต้มที่ได้เสียไปแล้วจะนับด้วยหรือไม่
ข้อชี้ขาด     ถ้าพบข้อผิดพลาดก่อนเริ่มแข่งขันแต้มที่สองให้นับแต้มที่หนึ่งด้วย แต่จะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้องโดยทันที ถ้าพบ                   ข้อผิดพลาดหลังเริ่มแข่งขันแต้มที่สองแล้วให้ดำเนินการแข่งขันต่อไปตามระบบไท - เบรก

ปัญหาที่ 2  มีการแข่งขันแบบต่อเซ็ทไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ประกาศไว้ล่วงหน้าว่า จะแข่งขันระบบไท - เบรก ดังนี้ แต้มที่ได้เสียไปแล้วจะนับ                   ด้วยหรือไม่
ข้อชี้ขาด     ถ้าพบข้อผิดพลาดก่อนเริ่มแข่งขันแต้มที่สองให้นับแต้มที่หนึ่งด้วย แต่จะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้องโดยทันที ถ้าพบ                   ข้อผิดพลาดหลังเริ่มเข่งขันแต้มที่สองแล้วให้ดำเนินการแข่งขันต่อไปแบบต่อเซ็ท แต่ถ้าแต้มที่แข่งขันถึงแปดเกมเท่ากัน                   หรือแต้มเท่ากันแต่มากกว่าแปดเกม ให้แข่งขันต่อไปในระบบไท - เบรก

ปัญหาที่ 3  การแข่งขันประเภทเดี่ยวหรือคู่ ในเกมไท - เบรก ผู้เล่นเสิร์ฟผิดรอบควรที่จะให้คงลำดับการเสิร์ฟที่ผิดนั้นไว้จนกว่าเกม                   หรือไม่
ข้อชี้ขาด     ถ้าผู้เล่นนั้นได้เสิร์ฟจนจบแล้ว ก็จะคงลำดับการเสิร์ฟนี้ไว้จนจบ แต่ถ้าหากพบข้อผิดพลาดนี้ก่อนที่จะเสิร์ฟเสร็จ จะต้องทำ                   การแก้ไขทันที แต้มที่เล่นไปแล้วจะนำมานับเหมือนการเล่นปรกติด้วย

ข้อ 28 จำนวนเซ็ทที่จะแข่งขัน (Maximum Number Of Sets)

ในการแข่งขันแต่ละคู่ (Match) จะแข่งขันอย่างมากเพียงห้าเซ็ท คู่ที่มีสตรีลงแข่งขันด้วยให้แข่งขันเพียงสามเซ็ท

ข้อ 29 หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสนาม (Role of Court Officials)

ในการแข่งขันที่มีการแต่งตั้งผู้ตัดสิน (Umpire) คำตัดสินของผู้ตัดสินเป็นที่สุด แต่ในการแข่งขันที่มีการแต่งตั้งผู้ชี้ขาด (Referee) ข้ออุทธรณ์คำตัดสินของผู้ตัดสินในปัญหาเกี่ยวกับกฏาข้อบังคับ (Question of law) จะอยู่ในดุลยพินิจของผู้ชี้ขาด และในกรณีต่าง ๆ ข้างต้นนั้นคำชี้ขาดของผู้ชี้ขาดถือเป็นที่สุด

ในการแข่งขันที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วย (เช่นผู้กำกับเส้น กรรมการเน็ทและกรรมการฟุทฟอล์ท) คำตัดสินของกรรมการผู้ช่วยในปัญหาข้อเท็จจริง (Question Of Fact) ถือเป็นที่สุด เว้นแต่ผู้ตัดสินจะเห็นว่าคำตัดสินผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ผู้ตัดสินมีสิทธิ์เปลี่ยนคำตัดสินของกรรมการผู้ช่วยหรือขานเล็ทก็ได้ กรณีที่กรรมการผู้ช่วยไม่สามารถให้คำตัดสินได้จะต้องรีบแจ้งให้ผู้ตัดสินทราบทันที และผู้ตัดสินจะเป็นผู้ตัดสินในกรณีนั้น แต่ถ้าผู้ตัดสินไม่อาจตัดสินในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้อีก ผู้ตัดสินอาจขานเล็ทก็ได้

ในการแข่งขันเดวิสคัพ และการแข่งขันประเภททีมอื่น ๆ ซึ่งผู้ชี้ขาดประจำอยู่ในสนามด้วยคำตัดสินทุกชนิด (Any Decision) อาจเปลี่ยนได้โดยผู้ชี้ขาดและผู้ชี้ขาดอาจสั่งให้ผู้ตัดสินขานเล็ทก็ได้ ถ้าเกิดความมืดหรือสภาพของสนามหรือสภาพของอากาศไม่ดีพอ ผู้ชี้ขาดอาจใช้ดุลยพินิจของตนเองสั่งเลื่อนการแข่งขันออกไปเมื่อใดก็ได้ ในการเลื่อนการแข่นขันทุกกรณี แต้มที่ได้หรือเสียและตำแหน่งการเล่นที่เป็นอยู่ก่อนการเลื่อนต้องถือเหมือนเดิม นอกจากผู้ชี้ขาดและผู้เล่นทุกคนจะตกลงให้เป็นอย่างอื่น

ปัญหาที่ 1 ผู้ตัดสินขานว่าเล็ท แต่ผู้เล่นค้านว่าจะเล่นแต้มนั้นใหม่ไม่ได้ กรณีนี้จะให้ผู้ชี้ขาดทำการชี้ขาดได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด    ได้ เพราะในปัญหาเกี่ยวกับกฎข้อบังคับ (Question Of Law) อันเป็นกรณีเกี่ยวกับการนำกฎข้อบังคับมาปรับ                  (Application) กับข้อเท็จจริง ผู้ตัดสินจะต้องตัดสินเป็นอันดับแรกต่อเมื่อผู้ตัดสินไม่มีความมั่นใจหรือผู้เล่นคัดค้านคำตัด                  สินของผู้ตัดสิน ผู้ชี้ขาดจะต้องทำการชี้ขาดปัญหานั้น และคำชี้ขาดนั้นถือเป็นที่สุด

ปัญหาที่ 2  ลูกถูกขานว่า "ออก" แต่ผู้เล่นค้านว่าเป็นลูกดี กรณีนี้จะให้ผู้ชี้ขาดทำการชี้ขาดได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด    ไม่ได้ เพราะในปัญหาเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง (Question Of Fact) อันเป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น                  ในขณะนั้น จะต้องถือว่าคำตัดสินของเจ้าหน้าที่ในสนาม (The On-Court Officials) เป็นที่สุด

ปัญหาที่ 3  ผู้ตัดสินจะเปลี่ยนคำตัดสินของผู้กำกับเส้นเมื่อจบการแข่งขันแต้มนั้นแล้วได้หรือไม่ ในเมื่อผู้ตัดสินเห็นว่าผู้กำกับเส้นขานผิด                   อย่างแน่นอน
ข้อชี้ขาด    ไม่ได้ นอกจากผู้ตัดสินเห็นว่าคู่ต่อสู้ถูกขัดขวาง อย่างไรก็ตามผู้ตัดสินมีสิทธิเปลี่ยนคำตัดสินของผู้กำกับเส้นได้ แต่จะต้อง                   เปลี่ยนทันทีเมื่อพบข้อผิดพลาด

ปัญหาที่ 4  ผู้กำกับเส้นขานว่า "ออก" แต่ผู้ตัดสินมองเห็นลูกนั้นไม่ชัดเจนแต่คิดว่าเป็นลูกดี ผู้ตัดสินจะเปลี่ยนคำตัดสินของผู้กำกับเส้น                   ได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด    ไม่ได้ ผู้ตัดสินจะเปลี่ยนคำตัดสินได้ต่อเมื่อมั่นใจว่าคำตัดสินนั้นไม่ถูกต้องเท่านั้น กรณีผู้กำกับเส้นขานว่า "ดี" ผู้ตัดสินจะ                   เปลี่ยนคำตัดสินได้ต่อเมื่อผู้ตัดสินมองเห็นพื้นสนาม (Space) ที่อยู่ระหว่างลูกกับเส้นขณะลูกสัมผัสพื้นสนามเท่านั้น หรือ                   กรณีที่ผู้กำกับเส้นตัดสินว่าออกหรือเสีย ผู้ตัดสินจะเปลี่ยนคำตัดสินได้ต่อเมื่อตนเห็นลูกตกสัมผัส หรือตกในสนามเท่านั้น

ปัญหาที่ 5  หลังจากผู้ตัดสินให้ผู้เล่นคนหนึ่งได้แต้มแล้วผู้กำกับเส้นจะเปลี่ยนคำตัดสินของตัวเองได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด     ได้ หากผู้กำกับเส้นมั่นใจว่าตนตัดสินผิดพลาดมีสิทธิทำให้ถูกต้อง (Correction) ได้ แต่ต้องทำโดยทันที

ปัญหาที่ 6  ผู้กำกับเส้นขานว่า "ออก" แต่ผู้เล่นค้านว่าลูกนั้นดี ผู้ตัดสินจะเปลี่ยนคำตัดสินของผู้กำกับเส้นได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด     ไม่ได้ ผู้ตัดสินไม่มีอำนาจเปลี่ยนคำตัดสินของผู้กำกับเส้นในกรณีอันเนื่องมาจากมีการคัดค้านหรืออุทธรณ์ของผู้เล่น

ข้อ 30 เวลาสำหรับแข่งขันและหยุดพัก (Continuous Play & Rest Periods)

การแข่งขันจะต้องดำเนินต่อเนื่องกันตั้งแต่เริ่มเสิร์ฟลูกแรกจนกระทั่งจบการแข่งขันคู่นั้นยกเว้นในกรณีต่อไปนี้

(1) เมื่อเสิร์ฟลูกแรกเสีย ต้องเสิร์ฟลูกที่สองโดยไม่ชัดช้า ผู้รับต้องอยู่ในสภาพเดียวกับผู้เสิร์ฟคือ ต้องพร้อมที่จะรับเมื่อผู้เสิร์ฟพร้อมที่จะเสิร์ฟเมื่อมีการเปลี่ยนข้าง ระยะเวลาตั้งแต่จบเกมก่อนเปลี่ยนข้างถึงการเสิร์ฟลูกแรกของเกมที่เปลี่ยนข้างแล้วต้องไม่เกินหนึ่งนาทีสามสิบวินาที ผู้ตัดสินจะใช้ดุลยพินิจตัดสินในกรณีที่มีการทำให้การแข่งขันไม่สามารถดำเนินไปได้โดยต่อเนื่อง ผู้จัดการแข่งขันระหว่างประเทศที่สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ITF) รับรองอาจจะขยายเวลาของการแข่งขันแต่ละแต้มออกไปได้อีกแต่ต้องไม่เกินยี่สิบวินาที

(2) ต้องมิให้การแข่งขันใดยุติลงหรือถูกถ่วงเวลาหรือถูกขัดขวางมิให้แข่งขันอย่างต่อเนื่องโดยมุ่งหมายที่จะรอให้ผู้เล่นคนใดมีร่างกายแข็งแรงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการบาดเจ็บโดยอุบัติเหตุ (Accidental Injury) ผู้ตัดสินอาจอนุญาตให้หยุดพักได้หนึ่งครั้ง ซึ่งต้องไม่เกินสามนาที ผู้จัดการแข่งขันระหว่างประเทศที่สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ รับรองอาจจะขยายเวลาหยุดพักเพราะบาดเจ็บโดยอุบัติเหตุจากสามนาทีเป็นห้านาทีก็ได้

(3) ถ้าเสื้อผ้าของผู้เล่น รองเท้า ถุงเท้าหรืออุปกรณ์การเล่น (นอกจากไม้เทนนิส) เกิดบกพร่องขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถที่จะเล่นหรือไม่สะดวกที่จะเล่นต่อไป ผู้ตัดสินอาจอนุญาตให้หยุดพักเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้

(41) เมื่อมีความจำเป็น ผู้ตัดสินอาจสั่งให้หยุดการแข่งขันในเวลาใดก็ได้ตามที่เห็นควร

(5) เมื่อได้แข่งขันจนจบเซ็ทที่สาม หรือกรณีที่สตรีลงแข่งขันด้วยเมื่อจบเซ็ทที่สอง คู่แข่งขันมีสิทธิหยุดพัก (Rest) ได้ไม่เกินสิบนาที ถ้าเป็นการแข่งขันในประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดสิบห้าองศาเหนือ ถึงสิบห้าองศาใต้ มีสิทธิหยุดพักได้สี่สิบห้านาทีหรือมากกว่านั้น และถ้ามีความจำเป็นเพราะเหตุการณ์แวดล้อมพ้นวิสัยที่ผู้แข่งขันจะแก้ไขได้ ให้ผู้ตัดสินหยุดการแข่งขันไว้ได้นานเท่าที่เห็นสมควร ถ้าการแข่งขันที่ต้องหยุดลงเช่นนี้ไม่สามารถจะแข่งขันในวันนั้นได้อีกคู่แข่งขันมีสิธิพักหลังจากจบเซ็ทที่สาม (หรือจบเซ็ทที่สอง กรณีมีสตรีลงแข่งขันด้วย) ของวันรุ่งขึ้นสำหรับการแข่งขันเซ็ทที่ค้างอยู่นั้นให้นับเป็นหนึ่งเซ็ท ถ้าการแข่งขันต้องหยุดลงและไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้ภายในสิบนาทีของวันนั้นสิทธิที่จะพักของคู่แข่งขันจะต้องอยู่หลังจากจบการแข่งขันเซ็ทที่สาม (หรือจบเซ็ทที่สองกรณีมีสตรีลงแข่งขันด้วย) ของการแข่งขันที่เริ่มใหม่ สำหรับการแข่งขันที่ค้างอยู่นั้นให้นับเป็นหนึ่งเซ็ท ข้อบังคับเรื่องนี้ประเทศใดและหรือคณะกรรมการจัดการแข่งขันจะดัดแปลงหรือไม่ถือเป็นหลักในการแข่งขันของตนก็ได้ ยกเว้นแต่การแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ (Davis Cup & Federation Cup) แต่จะต้องประกาศให้ทราบทั่วกันก่อนเริ่มการแข่งขันครั้งนั้น

(6) คณะกรรมการจัดการแข่งขันมีสิทธิกำหนดระยะเวลาสำหรับการอุ่นเครื่อง (Warm up) ซึ่งต้องไม่เกิน 5 นาที และจะต้องประกาศให้ทราบก่อนเริ่มการแข่งขันนั้นด้วย

(7) กรณีที่มีการนำระบบลงโทษตัดคะแนน (Point Penalty and Non-Accumulative Point Penalty System) มาใช้ ผู้ตัดสิน (Umpire) จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเกี่ยวกับการลงโทษตัดคะแนน

(8) เมื่อผู้ตัดสินได้ตักเตือนผู้เล่นที่กระทำผิดกติกาที่ว่าการแข่งขันต้องดำเนินไปโดยต่อเนื่องครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ตัดสินมีอำนาจไล่ผู้กระทำผิดออกจากการแข่งขัน (Disqualify) ได้

ข้อ 31 การสอน (Coaching)

ในระหว่างการแข่งขันประเภททีม ผู้เล่นมีสิทธิได้รับการสอนจากหัวหน้าทีม (Captain) ซึ่งนั่งอยู่ในสนามได้ในขณะเปลี่ยนข้างเมื่อจบเกม เว้นแต่ขณะเปลี่ยนข้างในเกมไท-เบรก

สำหรับการแข่งขันประเภทอื่น ไม่อนุญาตให้มีการสอนผู้เล่นในระหว่างการแข่งขัน

บทบัญญัติของกติกาข้อนี้จะต้องนำมาใช้บังคับอย่างจริงจัง

เมื่อมีการเตือนผู้เล่นที่ฝ่าฝืนกติกาข้อนี้ครั้งหนึ่งแล้ว หากมีการฝ่าฝืนกติกาข้อนี้อีก ผู้เล่นอาจถูกไล่ออกจากการแข่งขัน (Disqualify) ได้ในกรณีที่มีการนำระบบการลงโทษตัดคะแนนมาใช้ผู้ตัดสินมีอำนาจตัดคะแนนผู้ฝ่าฝืนนั้นได้

ปัญหาที่ 1  ควรมีการเตือนหรือไล่ออกจากการแข่งขันในกรณีที่ผู้เล่นได้รับการสอนโดยวิธีให้สัญญาณ
ข้อชี้ขาด    ผู้ตัดสินต้องเตือนหรือไล่ออกจากการแข่งขันทันทีที่รู้ว่ามีการสอนด้วยวาจาหรือสัญญาณ หากผู้ตัดสินไม่รู้ว่ามีการสอนดัง                  กล่าวผู้เล่นคนใดอาจแจ้งให้ผู้ตัดสินทราบก็ได้

ปัญหาที่ 2  ระหว่างการหยุดพักสิบนาทีในกรณีการแข่งขันห้าเซ็ทหรือในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการแข่งขันต่อไปได้ และผู้เล่นได้                   ออกไปนอกสนาม ผู้เล่นมีสิทธิได้รับการสอน หรือไม่
ข้อชี้ขาด     ได้ ในกรณีดังกล่าวนั้น เมื่อผู้เล่นไม่ได้อยู่ในสนามไม่มีข้อจำกัดใด ๆ เกี่ยวกับการสอน หมายเหตุ คำว่า "การสอน" รวม                    ถึงคำแนะนำหรือคำสั่งให้ปฏิบัติตามด้วย

ข้อ 32 การเปลี่ยนลูก (Changing Ball)

ในกรณีที่จะมีการเปลี่ยนลูกตามจำนวนเกมที่กำหนดไว้ หากไม่ได้เปลี่ยนลูกตามจำนวนเกมที่กำหนดไว้เดิมก็ให้เปลี่ยนลูกเมื่อผู้เล่นหรือคู่ขาของผู้เล่นประเภทคู่ซึ่งควรจะได้เสิร์ฟลูกซึ่งเปลี่ยนใหม่ถึงรอบที่เสิร์ฟในครั้งต่อไป และในการเปลี่ยนลูกครั้งต่อไปจะต้องเปลี่ยนตามจำนวนเกมที่ได้ตกลงไว้เดิม

 

การแข่งขันประเภทคู่ (The Doubles Game)

ข้อ 33 การแข่งขันประเภทคู่ (The Doubles Game)

กติกาต่าง ๆ ที่ระบุมาแล้วข้างต้น ให้อนุโลมนำมาใช้แต่การแข่งขันประเภทคู่ด้วย เว้นแต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้

ข้อ 34 สนามประเภทคู่ (Doubles Court)

สำหรับการแข่งขันประเภทคู่ สนามจะต้องกว้าง 36 ฟุต (10.97 เมตร) คือกว้างกว่าสนามสำหรับการแข่งขันประเภทเดี่ยวข้างละ 4.5 ฟุต (1.37 เมตร) ส่วนของเส้นข้างของสนามประเภทเดี่ยว (Singles Side-Lines) ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นเสิร์ฟทั้งสองข้างเรียกว่าเส้นเสิร์ฟข้าง (Service Side-Lines) นอกจากนี้รูปร่างของสนามคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 1 แต่เส้นข้างของสนามประเภทเดี่ยว (Singles Side-Lines) ระหว่างเส้นหลังและเส้นเสิร์ฟของแต่ละข้างตาข่ายจะไม่ตีเส้นไว้ก็ได้ถ้าต้องการ

ข้อ 35 ลำดับการเสิร์ฟ (Order Of Service In Doubles)

ลำดับการเสิร์ฟจะต้องพิจารณาจัดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเซ็ทของแต่ละเซ็ท ดังนี้ ฝ่ายที่จะต้องเป็นผู้เสิร์ฟในเกมแรกของแต่ละเซ็ทจะต้องตกลงว่าจะให้ผู้เล่นคนใดของฝ่ายตนเสิร์ฟในเกมแรก และฝ่ายตรงข้ามก็จะกระทำเช่นเดียวกันโดยพิจารณาว่าตะให้ผู้เล่นคนใดของฝ่ายตนเสิร์ฟในเกมที่สอง ต่อจากนั้นคู่ขา (Partner) ของผู้เสิร์ฟเกมแรกจะเป็นผู้เสิร์ฟในเกมที่สาม และคู่ขาของผู้เสิร์ฟในเกมที่สองจะเป็นผู้เสิร์ฟในเกมที่สี่ และจะเรียงลำดับการเสิร์ฟเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งจบเซ็ทนั้น

ปัญหา    ในการแข่งขันประเภทคู่ ผู้เล่นคนหนึ่งไม่มาปรากฎตัวตามเวลาแข่งขัน คู่ขาของผู้เล่นที่ไม่ม่นั้นจะขอแข่งขันคนเดียวต่อสู้กับ               คู่ต่อสู้สองคนได้หรือไม่
ข้อชี้ขาด ไม่ได

ข้อ 36 ลำดับการรับ (Order Of Receiving In Doubles)

ลำดับการรับลูกเสิร์ฟจะต้องพิจารณาจัดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเซ็ทของแต่ละเซ็ท ดังต่อไปนี้ ฝ่ายที่จะต้องเป็นผู้รับลูกเสิร์ฟในเกมแรก จะต้องตกลงใจว่าจะให้ผู้เล่นคนใดของฝ่ายตนรับลูกเสิร์ฟแรก และผู้เล่นคนนั้นจะต้องเป็นผู้รับลูกเสิร์ฟลูกแรกของเกมคี่ทุกเกมจนกว่าจะจบเซ็ทนั้นฝ่ายตรงข้ามก็กระทำเช่นเดียวกัน โดยพิจารณาว่าจะให้ผู้เล่นคนใดของฝ่ายตนรับลูกเสิร์ฟลูกแรกของเกมที่สอง และผู้เล่นคนนั้นจะต้องเป็นผู้รับลูกเสิร์ฟลูกแรกของเกมคู่ทุกเกม จนกว่าจะจบเซ็ทนั้น ผู้เล่นทั้งสองคนของฝ่ายรับลูกเสิร์ฟจะต้องผลัดกันรับลูกเสิร์ฟคนละครั้งสลับกันตลอดไปจนจบเกม

ปัญหาที่ 1 ในการแข่งขันประเภทคู่ คู่ขาของผู้เสิร์ฟหรือคู่ขาของผู้รับลูกเสิร์ฟจะยืนอยู่ในตำแหน่งที่บังสายตาของผู้รับลูกเสิร์ฟได้                  หรือไม่
ข้อชี้ขาด
   ได้ คู่ขาของผู้เสิร์ฟหรือคู่ขาของผู้รับลูกเสิร์ฟจะยืนในตำแหน่งใด ๆ ก็ได้ตามต้องการ ในด้านของตาข่ายที่เป็นของตน ไม่                   ว่าจะอยู่ในหรือนอกสนาม

ข้อ 37 การเสิร์ฟผิดลำดับ (Service Out Of Turn in Doubles)

ถ้าคู่ขาของผู้เล่นฝ่ายใดเสิร์ฟลูกก่อนถึงลำดับของตน ให้คู่ขาซึ่งถึงลำดับจะต้องเสิร์ฟทำการเสิร์ฟแทนทันทีที่ได้พบข้อผิดพลาด แต้มที่ได้หรือเสียไปแล้วหรือลูกเสิร์ฟที่เสียไปแล้วก่อนพบข้อผิดพลาดคงนับด้วย ถ้าพบข้อผิดพลาดเมื่อจบเกมแล้วให้คงใช้ลำดับการเสิร์ฟตามที่ผิดพลาดนั้นต่อไป

ข้อ 38 ลำดับการรับผิดพลาด (Error In Order Of Receiving In Doubles)

ถ้าในระหว่างการแข่งขันเกมใด ลำดับการรับลูกเสิร์ฟได้เปลี่ยนไปโดยฝ่ายรับลูกเสิร์ฟให้ลำดับการรับลูกเสิร์ฟในเกมที่ได้พบข้อผิดพลาดเป็นไปตามที่ผิดพลาดนั้นจนจบเกม แต่ในเกมต่อไปจะต้องจัดลำดับการรับลูกเสิร์ฟให้ถูกต้องตามที่ได้จัดไว้เดิมตั้งแต่เริ่มต้นเซ็ทจนกระทั่งจบเซ็ท

ข้อ 39 เสิร์ฟเสีย (Service Fault In Doubles)

ลูกเสิร์ฟจะเป็นลูกเสียต่อเมื่อมีเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 10 หรือเมื่อลูกสัมผัสคู่ขาของผู้เสิร์ฟหรือสิ่งใดที่เขาสวมหรือถืออยู่ แต่ถ้าลูกเสิร์ฟนั้นมิได้เป็นเล็ทตามที่ระบุไว้ในกติกาข้อ 14 (1) แต่ไปสัมผัสคู่ขาของผู้รับลูกเสิร์ฟหรือสิ่งใดที่เขาสวมหรือถืออยู่ก่อนสัมผัสพื้น ผู้เสิร์ฟนั้นจะเป็นผู้ได้แต้ม

ข้อ 40 การตีโต้ลูก (Playing The Ball In Doubles)

ผู้แข่งขันแต่ละฝ่ายจะต้องผลัดกันตีลูกฝ่ายละครั้งสลับกัน ถ้าผู้แข่งขันคนใดเอาไม้เทนนิสกระทบลูกที่กำลังอยู่ในการเล่นผิดกติกาข้อนี้ให้ฝ่ายตรงข้ามได้แต้มนั้น

หมายเหตุ  ถ้ามิได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น กติกาข้างต้นทั้งหมดนี้ ใช้บังคับทั้งผู้เล่นหญิงและชาย


แผนผังสนามเทนนิส
(Plan of The Court)


หนังสืออ้างอิง

ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, กติกาเทนนิส. เอกสารอัดสำเนา, 2535
The International Tennis Federation Rules of Tennis 1997. Printed by Wilton, Wright & Son Ltd, 1997.


คณะผู้จัดทำ


ที่ปรึกษา

     นายไพฑูรย์ จัยสิน            อธิบดีกรมพลศึกษา

     นายพิทักษ์ มังกรไชยา      ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา

     นายทรงศักดิ์ เจริญพงศ์   หัวหน้ากลุ่มพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรม สำนักการกีฬา

ผู้แปลและเรียบเรียง

     นายไพรัช กันสุทธิ

     นายสุพนธ์ มณีธีรกุล

ผู้พิสูจน์อักษร

     นายสุพนธ์ มณีธีรกุล